ไหมละลายและไหมไม่ละลาย ต่างกันอย่างไร

ไหมละลายและไหมไม่ละลาย ต่างกันอย่างไร?


 

ไหมเย็บแผลคือวัสดุทางการแพทย์ที่ใช้สำหรับการเย็บแผลหรือผ่าตัดเพื่อช่วยให้แผลหายสนิท โดยทั่วไปไหมที่ใช้ในการเย็บแผลมีอยู่สองประเภทหลัก คือ “ไหมละลาย” และ “ไหมไม่ละลาย” ซึ่งแต่ละประเภทมีคุณสมบัติ ข้อดี ข้อเสีย และวิธีการดูแลที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน การเลือกใช้งานไหมชนิดใดขึ้นอยู่กับสภาพแผล ชนิดของการผ่าตัด และการพิจารณาของทีมแพทย์ หลายคนตั้งข้อสงสัยว่า ไหมละลายหรือไม่ละลายแบบไหนดีกว่ากัน แผลสวยกว่า ทำไมหมอไม่ใช้ไหมละลายทั้งหมดเลย ทำไมต้องใช้ไหมที่ไม่ละลายให้ลำบากต้องมาตัดไหม แถมไหมไม่ทะลายยังต้องมาทำแผลทุกวันอีก เรามาไขข้อสงสัยไปพร้อมกันค่ะ

 

ไหมละลายและไหมไม่ละลาย ต่างกันอย่างไร?

 

ไหมละลายคืออะไร?

          ไหมละลาย หรือที่เรียกว่า “ไหมดูดซึมได้” (Absorbable suture) เป็นไหมที่ร่างกายสามารถดูดซึมและย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ โดยไม่จำเป็นต้องตัดไหมออกในภายหลัง วัสดุที่ใช้ทำไหมชนิดนี้ได้แก่ โพลิกลัยคอลิกแอซิด (Polyglycolic acid – PGA), โพลีไดออกซาโนน (Polydioxanone – PDS), หรือแม้แต่ไหมธรรมชาติอย่าง Catgut ซึ่งผลิตจากลำไส้ของสัตว์ โดยทั่วไปไหมละลายจะเริ่มสลายในช่วงเวลา 7-90 วัน ขึ้นอยู่กับชนิดของไหมและสภาพร่างกายของผู้ป่วย

ข้อดีของไหมละลาย

  • ไม่ต้องกลับมาให้แพทย์ตัดไหม ลดความเจ็บปวดและค่าใช้จ่าย
  • เหมาะกับแผลในบริเวณที่ตัดไหมยาก เช่น ในช่องปาก มดลูก หรืออวัยวะภายใน
  • ลดความเสี่ยงของการติดเชื้อจากการเปิดแผลซ้ำ

ข้อจำกัดของไหมละลาย

  • ความแข็งแรงของไหมจะค่อยๆ ลดลงเมื่อเวลาผ่านไป
  • อาจเกิดการอักเสบในบางรายที่แพ้วัสดุไหม
  • ไม่เหมาะกับแผลที่ต้องการแรงดึงตลอดเวลานาน

ไหมไม่ละลายคืออะไร?

ไหมไม่ละลาย หรือ “ไหมไม่ดูดซึม” (Non-absorbable suture) เป็นไหมที่ไม่สามารถสลายหรือดูดซึมโดยร่างกายได้เอง จำเป็นต้องมีการนัดตัดไหมหลังจากแผลสมานแล้ว วัสดุที่ใช้ทำไหมชนิดนี้ ได้แก่ ไนลอน (Nylon), โพรลีน (Prolene), ไหมไหม้ (Silk), หรือสแตนเลส (Stainless Steel) ซึ่งมักใช้ในแผลที่อยู่ภายนอก หรือบริเวณที่ต้องการความแข็งแรงในการดึงแผลระยะยาว

ข้อดีของไหมไม่ละลาย

  • แข็งแรง ทนต่อแรงดึงได้ดีในระยะยาว
  • เหมาะกับแผลที่ต้องการสมานตัวช้า หรือมีการเคลื่อนไหวของผิวหนังบ่อย
  • ลดโอกาสการเปิดแผลก่อนเวลาหายสนิท

ข้อจำกัดของไหมไม่ละลาย

  • ต้องกลับไปพบแพทย์เพื่อตัดไหมภายหลัง
  • อาจรู้สึกระคายเคืองบริเวณแผลมากกว่าไหมละลาย
  • หากลืมตัดไหม อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น การอักเสบหรือรอยแผลเป็นหนา

 

การเลือกใช้ไหมตามลักษณะต่างๆ

  • หากเย็บผิวหนังทั่วๆไป มักใช้ไหมไม่ละลาย เพราะแผลที่ผิวหนังส่วนใหญ่เกิดจากอุบัติเหตุ เช่น มีแผลฉีกขาด หัวแตก แผลโดนฟัน แผลแยก แผลปริ ถ้าไม่ลึกหมอก็จะใช้ไหมไม่ละลาย ชนิด ไหมดำ หรือ Nylon เพราะแผลเหล่านี้เป็นแผลที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ อักเสบง่ายและนานได้ ถ้าเย็บด้วยไหมละลายก็อาจจะขาดหลุดได้ ก่อนที่แผลจะหาย นอกจากนี้ยังมีความเหนียว แข็งแรงทนการดึงรั้งได้ดี เหมาะกับผิวหนังมากกว่า
  • กรณีที่จะเย็บผิวหนังด้วยไหมละลาย มักจะใช้กับแผลผ่าตัดที่ขอบเรียบ เย็บให้ชิดกันแนบสนิทได้ง่าย เพราะการเย็บด้วยไหมละลายจะต้องซ่อนปมไว้ใต้ผิวหนัง ซึ่งปมไหมนี้จะเป็นแหล่งรวมเชื้อโรค ถ้าแผลมีเชื้อโรคก็จะเป็นตัวก่อให้เกิดการติดเชื้อตามมา
  • ในการใช้ไหมละลายเย็บผิวหนัง แผลต้องสะอาด เช่น แผลจากการผ่าตัดในห้องผ่าตัด เป็นต้น จึงไม่นิยมใช้เย็บผิวหนังในแผลอุบัติเหตุซึ่งเป็นแผลไม่สะอาด
  • แผลที่ไม่ต้องการการตัดไหม เพราะตัดยาก เช่น แผลจากการคลอดลูกทางช่องคลอด แผลผ่าตัดในเด็ก แผลที่ลิ้น แผลที่กระพุ้งแก้ม แผลในดวงตา
  • แผลติดเชื้อได้ง่าย เช่นแผลไส้ติ่งแตก จะใช้ไหมไม่ละลายด้านนอก แบบเย็บห่างๆไว้ เพราะถ้าหากมีหนองไหลออกมาจะได้เห็นได้ชัดเจน และระบายสารคัดหลั่งออกได้ง่าย
  • เอ็นฉีกขาด กล้ามเนื้อฉีกขาด จะเลือกใช้ไหมละลายแบบที่ดูว่าเอ็น กล้ามเนื้อนั้นต้องดึงรั้งอะไรบ้างไหม กว่าจะติดกันดีใช้เวลานานเท่าไหร่ หากนานก็ใช้ Chromic catgut ไม่เยอะไม่นานก็ใช้ Plain catgut
  • แผลผ่าตัดที่ต้องการความสวยงาม เช่น แผลหน้าท้องคลอดลูก แผลผ่าธัยรอยด์ ที่เย็บชั้นไขมันได้โดยไม่ดึงรั้งมาก ก็อาจจะเย็บแบบสอยด้วยไหมละลาย เป็นต้น

วิธีดูแลแผลหลังเย็บ

         ไหมละลายและไหมไม่ละลาย ต่างกันอย่างไร?ไม่ว่าจะใช้ไหมชนิดใด การดูแลแผลอย่างเหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญ เช่น หลีกเลี่ยงการโดนน้ำในระยะแรก สังเกตสัญญาณอักเสบ หรือการแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เพราะจะช่วยให้แผลหายดีและลดการเกิดแผลเป็น การเลือกใช้ไหมละลายหรือไหมไม่ละลาย ขึ้นอยู่กับลักษณะของแผล ตำแหน่งของการเย็บ และเป้าหมายในการรักษา ทั้งสองชนิดมีข้อดีและข้อจำกัดที่แตกต่างกัน ดังนั้นควรปรึกษาแพทย์เพื่อการตัดสินใจที่เหมาะสมกับร่างกายและการรักษาของแต่ละบุคคลไหมทั้งสองแบบมีการใช้งานที่แตกต่างกันออกไปตามลักษณะของแผล ซึ่งหมอจะเป็นคนตัดสินใจว่าแผลแบบไหนเหมาะสมกับด้ายแบบใด หากคุณถูกเย็บแผลด้วยไหมไม่ละลายก็อย่าได้น้อยใจหมอไปเลยนะคะ

คลินิกศัลยกรรม , คลินิกเสริมความงาม

สนใจหัตถการด้านความงาม คลิกปรึกษาแพทย์ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย