Deep Plane vs SMAS Facelift ต่างกันอย่างไร? เลือกแบบไหนดี

deep-plane-vs-smas-facelift

ความแตกต่างหลักระหว่าง Deep Plane และ SMAS Facelift คือ “ความลึก” และ “การจัดการกับเอ็นยึดใบหน้า” SMAS Facelift จะทำการดึงและเย็บกระชับที่ชั้นกล้ามเนื้อส่วนบน (SMAS) ซึ่งเหมาะกับผู้ที่มีความหย่อนคล้อยระดับปานกลาง ในขณะที่ Deep Plane Facelift จะสอดเครื่องมือลงลึกไปใต้ชั้น SMAS เพื่อตัดคลายเอ็นยึดเกาะใบหน้า (Retaining Ligaments) ทำให้สามารถยกกระชับโครงสร้างหน้าได้ทั้งแผงแบบไร้แรงต้าน ผลลัพธ์ที่ได้จึงดูเป็นธรรมชาติกว่า ไม่ดูตึงรั้ง และช่วยแก้ปัญหาร่องแก้มลึกหรือกรอบหน้าตกหนักๆ ได้อย่างเด็ดขาดและยาวนานกว่า

สรุปประเด็นสำคัญ

  • เทคนิคนี้เหมาะกับใคร: SMAS เหมาะกับวัย 35-50 ปีที่มีความหย่อนคล้อยปานกลาง ส่วน Deep Plane เหมาะกับวัย 45 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่มีปัญหาหน้าตก ร่องแก้มลึก กรอบหน้าไม่ชัดอย่างรุนแรง
  • ข้อดีและข้อจำกัด: SMAS ใช้เวลาผ่าตัดน้อยกว่า บวมช้ำน้อยกว่า แต่ Deep Plane ให้ผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติสูงกว่า ยกกระชับได้ลึกกว่า แม้จะใช้เวลาผ่าตัดนานกว่า
  • ระยะเวลาพักฟื้น: โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 1-2 สัปดาห์ทั้งคู่ แต่ Deep Plane อาจมีความรู้สึกตึงลึกๆ ภายในนานกว่าเล็กน้อยในช่วงแรก
  • อายุผลลัพธ์: SMAS Facelift อยู่ได้ประมาณ 5-10 ปี ในขณะที่ Deep Plane Facelift อยู่ได้นานถึง 10-15 ปี
  • สิ่งที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจ: เทคนิคที่ดีที่สุดคือเทคนิคที่เหมาะกับโครงสร้างกายวิภาคของคุณ ควรให้แพทย์เฉพาะทางประเมินความตึงของผิวและทิศทางการตกของเนื้อเยื่อก่อนเสมอ
วางแผนการผ่าตัดโดยหมอดารินทร์
ข้อมูลเปรียบเทียบSMAS FaceliftDeep Plane Facelift
เหมาะกับใครหย่อนคล้อยระดับปานกลาง
(อายุ ~35-50 ปี)
หย่อนคล้อยระดับรุนแรง ร่องแก้มลึก
(อายุ ~45+ ปี)
ระดับความลึกเหนือชั้นกล้ามเนื้อ SMASใต้ชั้นกล้ามเนื้อ SMAS
การจัดการเอ็นใบหน้าไม่ได้ตัดคลายเอ็น (No ligament release)ตัดคลายเอ็นยึดเกาะ (Ligament release)
ใช้เวลากี่ชั่วโมงประมาณ 3-4 ชั่วโมงประมาณ 4-6 ชั่วโมง
พักฟื้นกี่วัน7-10 วัน10-14 วัน
อยู่ได้นานเท่าไร5-10 ปี10-15 ปี
ข้อดีฟื้นตัวเร็วกว่า บวมช้ำน้อยกว่าดูเป็นธรรมชาติกว่า ยกได้ลึกกว่า ผลลัพธ์อยู่นานกว่า

เจาะลึกความแตกต่างทางกายวิภาค (Anatomical Differences)

ใบหน้าของเราประกอบด้วยหลายชั้น ตั้งแต่ชั้นผิวหนัง ไขมัน กล้ามเนื้อ SMAS ไปจนถึงกระดูก ความแตกต่างของ 2 เทคนิคนี้อยู่ที่ “ตำแหน่งที่สอดเครื่องมือ” SMAS Facelift จะจัดการกับโครงสร้างที่อยู่ตื้นกว่า ในขณะที่ Deep Plane จะทะลุผ่านชั้น SMAS ลงไปถึงพื้นที่ว่างชั้นลึกสุด เพื่อปลดล็อกจุดยึดเหนี่ยวใบหน้าทั้งหมด

  • ชั้น SMAS (Superficial Musculoaponeurotic System):
    เป็นแผ่นเนื้อเยื่อพังผืดและกล้ามเนื้อที่ปกคลุมทั่วใบหน้าส่วนล่างและคอ การดึงหน้ายุคเก่ามักดึงแค่ผิวหนัง แต่ยุคต่อมาพบว่าการดึง SMAS ด้วยจะช่วยให้ผลลัพธ์ดีขึ้น
  • เอ็นยึดเกาะใบหน้า (Retaining Ligaments): เปรียบเสมือนเสาเข็มที่ยึดชั้นผิวหนังให้ติดกับกระดูก เมื่ออายุมากขึ้น เอ็นเหล่านี้จะยังคงยึดแน่นตึงอยู่ที่เดิม ในขณะที่ผิวหนังรอบๆ หย่อนคล้อยตกลงมา ทำให้เกิดร่องแก้มและร่องน้ำหมากที่ชัดเจน การแก้ปัญหาที่ต้นตอจึงต้องจัดการที่เอ็นเหล่านี้

SMAS Facelift คืออะไร? เหมาะกับใคร?

SMAS Facelift (หรือมักเรียกว่า SMAS Plication/Imbrication) คือเทคนิคการดึงหน้าโดยการพับ ดึงเย็บ หรือตัดชั้นกล้ามเนื้อ SMAS ให้ตึงขึ้น แล้วจึงดึงผิวหนังส่วนบนให้เรียบเนียน เทคนิคนี้เป็นมาตรฐานที่ได้รับความนิยมมายาวนานและให้ผลลัพธ์ที่ดีมากสำหรับผู้ที่ปัญหายังไม่สะสมลึก

✅ เหมาะกับใครบ้าง?

  • ผู้ที่มีปัญหาความหย่อนคล้อยในระยะเริ่มต้นถึงปานกลาง
  • ผู้ที่บริเวณคอและกรอบหน้าเริ่มมีเนื้อห้อยตก แต่ร่องแก้มยังไม่ลึกมาก
  • ผู้ที่ต้องการการพักฟื้นที่รวดเร็วกว่า
  • ผู้ที่มีเนื้อเยื่อผิวหน้าค่อนข้างบาง

ข้อจำกัด: เนื่องจากไม่ได้ตัดคลายเอ็นยึดเกาะใบหน้า หากคนไข้มีร่องแก้มลึกมากๆ การพยายามดึง SMAS ให้ตึงเพื่อลบร่องแก้ม อาจทำให้เกิดแรงตึงรั้งมากเกินไป จนใบหน้าดูแบน หรือดูแข็งไม่เป็นธรรมชาติได้

อินโฟกราฟิกความลึกของชั้นผิว
ข้อแตกต่างระหว่าง SMAS Facelift กับ Deep Plane Facelift

Deep Plane Facelift คืออะไร? เหมาะกับใคร?

Deep Plane Facelift คือเทคนิคขั้นสูงที่ศัลยแพทย์จะลงมีดผ่านชั้นผิวและชั้น SMAS ลงไปถึงพื้นที่ว่างด้านล่าง เพื่อทำการ “ตัดคลาย” เอ็นยึดเกาะใบหน้า (Release Ligaments) เมื่อเอ็นที่รั้งร่องแก้มถูกปลดล็อก แพทย์จะสามารถดึงยกเนื้อเยื่อทั้งแผงขึ้นไปในแนวดิ่งได้อย่างอิสระ โดยไม่เกิดแรงตึงที่ผิวหนังเลย

🌟 เหมาะกับใครบ้าง?

  • ผู้ที่มีอายุ 45 ปีขึ้นไป หรือมีปัญหาความหย่อนคล้อยรุนแรง
  • ผู้ที่มีร่องแก้มลึก (Nasolabial folds) ร่องมุมปากตก (Marionette lines) อย่างชัดเจน
  • ผู้ที่มีปัญหาแก้มห้อยย้อยมากบริเวณขากรรไกร (Jowls) ทำให้กรอบหน้าหาย
  • ผู้ที่เคยดึงหน้ามาแล้วและต้องการแก้ไข (Revision Facelift)
  • ผู้ที่ต้องการผลลัพธ์ที่คงทนยาวนานระดับ 10-15 ปี และเน้นความเป็นธรรมชาติสูงสุด

ข้อจำกัด: เป็นการผ่าตัดที่ซับซ้อน ต้องอาศัยแพทย์ที่เชี่ยวชาญด้านโครงสร้างกายวิภาคใบหน้าอย่างลึกซึ้ง เพื่อหลีกเลี่ยงการกระทบกระเทือนเส้นประสาทบนใบหน้า (Facial Nerves) จึงมีราคาที่สูงกว่าและใช้เวลาผ่าตัดนานกว่า

สรุปเปรียบเทียบ: เลือกแบบไหนให้คุ้มค่าและตรงโจทย์ที่สุด?

การเลือกระหว่างสองเทคนิคนี้ไม่ได้อยู่ที่ว่าเทคนิคไหน “ดีที่สุด” แต่ขึ้นอยู่กับว่าเทคนิคไหน “เหมาะสมกับปัญหาของคุณที่สุด” หากคุณอายุยังไม่มากและหน้ายังไม่ตกหนัก SMAS Facelift ก็เพียงพอและคุ้มค่า แต่หากปัญหาหย่อนคล้อยลงลึก การลงทุนกับ Deep Plane จะตอบโจทย์ระยะยาวได้ดีกว่า

  • เลือก SMAS Facelift: หากคุณต้องการผลลัพธ์ที่ชัดเจน ประหยัดเวลาผ่าตัดและเวลาพักฟื้น ปัญหาเนื้อแก้มและร่องลึกยังไม่รุนแรงมากนัก
  • เลือก Deep Plane Facelift: หากคุณต้องการความสมบูรณ์แบบในการย้อนวัย เน้นความเป็นธรรมชาติที่หน้าจะไม่ดู “ถูกดึง” สามารถเติมเต็มพวงแก้มส่วนกลาง (Midface) ให้ดูอิ่มฟูขึ้นเหมือนวัยรุ่น และไม่เกี่ยงเรื่องเวลาพักฟื้นที่อาจเพิ่มขึ้นเล็กน้อย
รีวิว -Full-Facelift
รีวิว -Full-Facelift
รีวิว -Full-Facelift

สรุป และ ข้อแนะนำ (Summary & Recommendation)

ไม่ว่าจะเป็นเทคนิค SMAS หรือ Deep Plane หัวใจสำคัญที่สุดคือความปลอดภัยและความเชี่ยวชาญของศัลยแพทย์ การเลือกดึงหน้าที่ The SiB Clinic โดย พญ.ดารินทร์ ม่วงไทย มั่นใจได้ว่าคุณจะได้รับการประเมินโครงสร้างใบหน้าอย่างละเอียดแบบ Case by Case แพทย์จะเป็นผู้แนะนำเทคนิคที่มอบผลลัพธ์ (ROI) ที่ดีที่สุด ทั้งในแง่ของความสวยงาม ความคุ้มค่า และการคงอยู่ของผลลัพธ์ที่ยาวนาน

คำแนะนำสำหรับคุณ: หากยังลังเลว่าระดับความหย่อนคล้อยของตัวเองเหมาะกับเทคนิคไหน แนะนำให้ถ่ายรูปหน้าตรงและด้านข้าง ส่งเข้ามาให้ทีมแพทย์ของ The SiB Clinic ช่วยประเมินเบื้องต้น หรือนัดคิวเข้ามาปรึกษา พญ.ดารินทร์ ม่วงไทย ที่คลินิก เพื่อจับและวิเคราะห์ความหนาของชั้นผิวโดยตรงครับ

หมอดารินทร์ Consult ลูกค้า

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ถ้าเคยร้อยไหมมาหลายครั้ง สามารถทำดึงหน้าได้ไหม?

สามารถทำได้ครับ แต่แพทย์จะต้องเข้าไปเลาะพังผืดที่เกิดจากการร้อยไหมออกก่อน ซึ่งเทคนิค Deep Plane มักจะตอบโจทย์เคสแก้ไขลักษณะนี้ได้ดีมาก

ดึงหน้าแล้ว รอยแผลจะน่าเกลียดไหม?

ไม่เลยครับ ที่ The SiB Clinic ใช้เทคนิคซ่อนรอยแผลบริเวณไรผมและหน้าใบหู เมื่อรวมกับการเย็บแบบไร้แรงตึง ทำให้เมื่อแผลหายสนิทจะเนียนกลืนไปกับผิว

ถ้าฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้มเป็นประจำ ควรเปลี่ยนมาดึงหน้าไหม?

หากการฉีดฟิลเลอร์เริ่มทำให้ใบหน้าดูอูมใหญ่ (Overfilled Syndrome) และไม่สามารถดึงเนื้อเยื่อที่ห้อยย้อยให้ยกขึ้นได้ การผ่าตัดดึงหน้าคือทางแก้ที่ตรงจุดกว่า

เจ็บปวดระหว่างผ่าตัดแบบไหนมากกว่ากัน?

ทั้ง 2 เทคนิค คนไข้จะไม่รู้สึกเจ็บเลยระหว่างผ่าตัดเพราะใช้วิธีการดมยาสลบโดยวิสัญญีแพทย์

SMAS Facelift ทำร่วมกับการดูดไขมันเหนียงได้ไหม?

ทำได้และเป็นที่นิยมมากครับ การดูดไขมันร่วมกับการดึง SMAS จะช่วยให้กรอบหน้าและลำคอคมชัดยิ่งขึ้น

Deep Plane Facelift ใช้เวลาพักฟื้นนานกว่า SMAS เป็นเดือนเลยหรือไม่?

ไม่ถึงขนาดนั้นครับ โดยปกติ Deep Plane อาจใช้เวลาพักฟื้นนานกว่าเพียงไม่กี่วันถึงหนึ่งสัปดาห์เท่านั้น (ประมาณ 10-14 วัน) ก็สามารถออกสังคมได้แล้ว

ผู้ชายเหมาะกับเทคนิคไหนมากกว่ากัน?

สามารถทำได้ทั้ง 2 เทคนิค แต่ผู้ชายมักมีชั้นผิวและกล้ามเนื้อที่หนากว่า รวมถึงมีน้ำหนักเนื้อเยื่อเยอะ การดึงแบบ Deep Plane จึงมักให้ผลลัพธ์ในการยกกระชับที่แข็งแรงกว่า

หน้าจะชาหลังทำนานแค่ไหน?

อาการชาบริเวณผิวหน้าและใบหูเป็นเรื่องปกติหลังดึงหน้า มักจะค่อยๆ ดีขึ้นและหายไปเองภายใน 1-3 เดือน

ทำหน้าอกพร้อมกับดึงหน้าในวันเดียวกันได้ไหม?

สามารถทำร่วมกันได้เพื่อเจ็บตัวครั้งเดียว แต่ต้องให้แพทย์ประเมินความพร้อมของร่างกายรวมถึงระยะเวลาการดมยาสลบไม่ให้นานจนเกินไป

Medical Disclaimer: ข้อมูลนี้เป็นข้อมูลเพื่อการให้ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการเปรียบเทียบเทคนิคศัลยกรรมเท่านั้น การรักษาและหัตถการทางการแพทย์ที่เหมาะสมควรได้รับการประเมินโดยแพทย์เฉพาะทางแบบตัวต่อตัว เนื่องจากโครงสร้างกายวิภาคใบหน้า สภาพผิว และระดับความหย่อนคล้อยมีรายละเอียดที่แตกต่างกัน ผลลัพธ์ที่ได้จึงอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับคำแนะนำที่ถูกต้องก่อนตัดสินใจรักษา
คลินิกศัลยกรรม , คลินิกเสริมความงาม

สนใจหัตถการด้านความงาม คลิกปรึกษาแพทย์ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

home หน้าแรก promotion โปรโมชั่น line สอบถาม consult จองคิวฟรี